สวัสดีครับ แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหน เราก็ยังมีความเสี่ยงต่อโรคร้ายอย่างมะเร็งอยู่ดีครับ เพราะบางครั้งร่างกายก็ส่งสัญญาณเงียบ ๆ โดยที่เราไม่ทันสังเกต ซึ่งหลายคนก็คงได้ไอเดียดูแลตัวเอง เพื่อห่างไกลโรคร้ายอย่างมะเร็งกันไปบ้างแล้ว ถือเป็นก้าวแรกที่ดีมาก ๆ ครับ เพราะการใส่ใจสุขภาพไม่ใช่แค่ป้องกันโรค แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของสิ่งที่เราจะคุยกันต่อในบทความนี้ด้วยครับ
หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามว่า เราจะมีชีวิตยืนยาวได้อย่างมีความสุขจริงหรือเปล่า? ผมเลยอยากชวนทุกคนมาคุยถึงอีกด้านของเหรียญ ที่ไม่ใช่แค่การป้องกันโรค แต่คือการสร้างสุขภาพให้ยืนยาวแบบยั่งยืน หรือที่ทั่วโลกกำลังพูดถึงกันในชื่อว่า “Longevity” ครับ ซึ่งไม่ใช่แค่อายุยืนเฉย ๆ หรือนอนป่วยอยู่บนเตียง ไม่รู้สึกถึงคุณค่าของการมีชีวิต แต่คือการมีชีวิตที่ดีในทุกด้าน สุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพใจก็แฮปปี้ครับ เดินได้ กินได้ พูดคุยหัวเราะกับลูกหลาน ได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขแม้วัยเกษียณ เท่านี้หัวใจก็พองโตแล้วครับ
สิ่งที่น่าสนใจคือไม่ว่าจะมองไปมุมไหนของโลก จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ คนที่อายุยืนที่ยังดูแข็งแรง พวกเขาไม่ได้มีสูตรลับซับซ้อนอะไรเลยครับ เขาไม่ได้กินวิตามินแพง ๆ แถมไม่ได้เข้าฟิตเนสวันละ 2 ชั่วโมงด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เขามีคือวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ด้วยจังหวะชีวิตที่ช้าแต่มั่นคง แต่เต็มไปด้วยความหมายของการมีชีวิต
ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันซ่อนอยู่ในวิธีคิดเล็ก ๆ และพฤติกรรมประจำวันที่เราทำซ้ำทุกวันนั่นเองครับ นี่แหละที่ทำให้ผมอยากจะชวนทุกคนมาลองไขความลับของกระแส Longevity ผ่าน 3 เรื่องสำคัญที่อาจเปลี่ยนมุมมองของคุณเกี่ยวกับการมีอายุยืนไปตลอดชีวิตเลยครับ ว่าทำไมทั่วโลกต่างยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความสุขได้แบบเต็มร้อย
ก่อนอื่นอยากลองถามคำถามเบสิกก่อนครับว่า คุณอยากอายุยืนแค่ไหน? และถ้าคำตอบคือ “นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” อันนี้อยากชวนให้ถามตัวเองต่ออีกสักนิดครับว่า แล้วอยากอยู่แบบไหน? แน่นอนว่าทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีลูกหลานรายล้อม ได้หัวเราะมีความสุขตามประสาคุณตาคุณยายแค่นี้ก็สุขใจแล้วใช่ไหมครับ เพราะสิ่งสำคัญกว่าการอยู่นาน คือการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายแม้ในวัยเกษียณต่างหากครับ และนี่แหละครับคือแก่นสำคัญของ Longevity ในมุมมองที่ผมอยากพูดถึง
ลองมองไปที่กลุ่มคนในประเทศที่ได้ชื่อว่าอายุยืนที่สุดในโลก อย่างญี่ปุ่น อิตาลี จะเห็นว่าคนที่อายุ 90-100 ปีที่นั่น ไม่ได้อยู่เพื่อรอวันจากไปนะครับ กลับกันพวกเขายังเดินเล่นกับเพื่อน ไปตลาด ทำสวนเอง หรือแม้แต่ตั้งวงกินข้าวกับลูกหลาน พูดจาเสียงดังหัวเราะเฮฮา ยังใช้ชีวิตได้เต็มที่แม้ในวัยที่คนอื่นเรียกว่าแก่
ลองสังเกตดูครับคนสูงวัยที่ยังลุกไปทำอาหารเองได้ มีเพื่อนคุยประจำ มักจะดูสดใสและมีความสุขกว่าคนที่อยู่ในบ้านเฉย ๆ โดยไม่ค่อยได้ขยับตัวหรือพูดคุยกับใคร เพราะฉะนั้นการมีอายุยืนจึงไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่คือผลลัพธ์ของการดูแลตัวเองในทุกวัน ทั้งการกิน การนอน การขยับร่างกาย รวมถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย
ดังนั้นถ้าเราจะพูดถึงการมีอายุยืนอย่างแท้จริง คำถามแรกที่เราควรถามตัวเองอาจไม่ใช่ “อยากมีชีวิตถึงกี่ปี” แต่ควรเป็น “อยากมีคุณภาพชีวิตแบบไหนในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิต?” แล้วจากนั้นค่อยเริ่มวางแผนดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ไปถึงจุดนั้นได้อย่างมีความสุขครับ
ถ้าจะให้อธิบายเคล็ดลับอายุยืนให้เข้าใจง่ายที่สุด ผมว่าเราต้องถอดรหัสจากคนที่ทำได้จริงครับ ซึ่งนั่นก็คือคนที่ยังลุกเดินไปสวนเองได้ในวัยเกิน 60 หรือยังนั่งคุยกับหลานอยู่ดีในวัยเกินร้อย โดยไม่ต้องพึ่งถังออกซิเจน ไม่ต้องนอนติดเตียง และที่สำคัญคือยังยิ้มได้อยู่ทุกวัน เชื่อไหมครับว่าหลายประเทศพยายามหาคำตอบจากกลุ่มคนเหล่านี้ และพบว่าไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน ศาสนา หรือฐานะอะไร คนที่อายุยืนและมีคุณภาพชีวิตดี มักมี 3 สิ่งนี้เหมือนกันครับ
1. กินอย่างฉลาด ไม่ใช่แค่กินดี
การกินของคนอายุยืน ไม่ใช่การกินน้อย หรืออดอาหารอย่างเคร่งครัดนะครับ แต่คือการไม่กินเกินจำเป็น อย่างที่ชาวโอกินาวาเรียกว่ากินแบบ Hara Hachi Bu หรือการกินแค่ 80% ของความอิ่มที่พอเหมาะ ไม่ปล่อยให้แน่นท้องเกินไป เพราะเขาเชื่อว่าการหยุดกินก่อนอิ่มจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไปครับ
นอกจากนี้พวกเขายังกินอาหารสด ปรุงสุกใหม่ ลดของแปรรูป น้ำตาลต่ำ และมักเน้นอาหารจากพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และปลาทะเลเป็นหลัก กินหลากหลายแต่พอดี และแทบไม่พึ่งวิตามินเสริมเลย เพราะรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้คือตัวเร่งโรค ดังนั้นไม่จำเป็นต้องตามเทรนด์เรื่องอาหารคลีน หรือคีโต แต่กินของใกล้ตัวที่สดใหม่ สะอาด และไม่เกินความต้องการของร่างกาย นี่แหละครับที่เรียกว่ากินอย่างฉลาด
2. ขยับตัวทุกวัน
เรื่องนี้อาจตรงข้ามกับความเชื่อว่า ต้องเข้าฟิตเนส ต้องออกแรงหนัก ๆ ถึงจะดี แต่ในความเป็นจริง คนอายุยืนกลับไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายแบบหักโหมเลยครับ แค่ขยับตัวเบา ๆ สม่ำเสมอก็เพียงพอแล้วครับ
ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปตลาด ทำสวน ล้างจานเอง หรือขึ้นบันไดแทนลิฟต์ ก็เก่งสุดยอดแล้วครับ การขยับเพียงวันละ 30 นาที แค่นี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้แล้วครับ เพราะสิ่งสำคัญคือการที่ไม่ปล่อยให้ร่างกายนิ่งมากจนเกินไป นี่จึงที่ทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก และระบบไหลเวียนยังทำงานได้ดีแม้อายุเยอะครับ
3. มีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ปล่อยให้ใจเหงา
ข้อนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดครับ เพราะความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือชุมชน ช่วยลดภาวะเครียด ความเหงา และความเสี่ยงโรคซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีเลยครับ
คนที่อยู่ในสังคมที่เอื้อเฟื้อ ช่วยกันเล็ก ๆ น้อย ๆ มีคนให้พูดคุยบ้างทุกวัน เดินไปไหนก็มีคนทักทาย ไม่รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวหรือไร้ค่าแม้อายุเยอะ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นอนหลับดีขึ้น ลดระดับความเครียดเรื้อรัง แม้แต่ฮอร์โมนก็สมดุลมากกว่าคนที่อยู่ลำพัง สมองกระตือรือร้น ให้มีพลังใจในการมีชีวิตต่อไปครับ
หลายคนอาจยังคิดว่าการมีอายุยืนเป็นเรื่องของพันธุกรรมล้วน ๆ แต่จากงานวิจัยทั่วโลกกลับพบว่าพันธุกรรมมีผลต่อความยืนยาวเพียงแค่ 20% เท่านั้น ที่เหลืออีกกว่า 80% ล้วนมาจากพฤติกรรมและวิถีชีวิตที่เราสร้างขึ้นเองทั้งนั้นครับ ตั้งแต่การกิน การขยับตัว ไปจนถึงสุขภาพใจและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง นั่นหมายความว่า
แม้เราจะไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่อายุยืน แต่เราก็สามารถยืนยาวและอยู่ดีได้ ถ้าใช้ชีวิตอย่างมีสติและเลือกดูแลตัวเองให้ถูกทางตั้งแต่วันนี้ ก็เพิ่มอายุที่ยืนยาวได้มากกว่าคนที่มีพันธุกรรมดีแต่ใช้ชีวิตเสี่ยง ๆ เสียอีกครับ
สุดท้ายนี้แม้ว่าเราอาจไม่สามารถควบคุมพันธุกรรมของตัวเองได้ แต่เราควบคุมพฤติกรรมของเราได้ครับ และนั่นคือหัวใจสำคัญของการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เพราะอายุที่เพิ่มขึ้นไม่ควรมาพร้อมความเจ็บป่วยเรื้อรัง หากแต่ควรเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่มีความหมายต่างหากครับ ได้ทำสิ่งที่รัก อยู่กับคนที่ห่วงใย และมีสุขภาพกายใจที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นเรื่องของทางเลือก และความใส่ใจในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการกินที่ดี ขยับตัวอย่างสม่ำเสมอ หรือการรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบตัวให้ไม่ขาดตอน
เมื่อถึงวัยที่เราอาจต้องพึ่งพาการดูแลมากขึ้น การมีสภาพแวดล้อมที่เข้าใจผู้สูงวัยก็ยิ่งสำคัญครับ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่ใส่ใจ หรือสถานดูแล ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่แค่ยืดอายุ แต่ช่วยให้ผู้สูงวัยได้ใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีคุณภาพ ไม่ถูกปล่อยให้จมยู่กับความเหงา ความเจ็บป่วย หรือความรู้สึกไร้คุณค่า เพราะสุดท้ายแล้วอายุที่ยืนยาวจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อเราได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มีคนที่รักและเข้าใจอยู่เคียงข้าง ไม่ใช่แค่อยู่ได้นาน แต่ได้ใช้แต่ละวันอย่างมีคุณค่าและความสุขครับ
สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ดูแลผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ผมขอแนะนำที่ที่ตอบโจทย์ที่สุดในยุคนี้อย่าง “เนอร์สซิ่งโฮม” ครับ ต้องบอกเลยว่าปัจจุบันเนอร์สซิ่งโฮมแทบทุกที่ทำถึงมากครับ เป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง ที่ใส่ใจทั้งเรื่องโภชนาการ สุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นสมองและอารมณ์ พร้อมทีมพยาบาลและนักกายภาพที่ดูแลใกล้ชิด ให้วัยเกษียณได้มีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุขและอบอุ่นหัวใจครับ